|
|
| โมหะ |
|
ลักษณะของโมหะ เป็นไฉน ? ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในทุกขสมุทัย ความไม่รู้ในทุกขนิโรธ ความไม่รู้ในทุกขคามินีปฏิปทา ความไม่รู้ในส่วนอดีต ความไม่รู้ในส่วนอนาคต ความไม่รู้ในส่วนอดีต และอนาคต ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปบาทที่ว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงมี ความไม่รู้ ความไม่เห็น ความไม่ตรัสรู้ ความไม่รู้โดยสมควร ความไม่รู้ตามความเป็นจริง ความไม่แทงตลอด ความไม่ถือเอาโดยความถูกต้อง ความไม่หยั่งลงโดยรอบคอบ ความไม่พินิจ ความไม่พิจารณา ความไม่ทำให้ประจักษ์ ความทรามปัญญา ความโง่เขลา ความไม่รู้ ความไม่รู้ชัด ความหลง ความลุ่มหลง ความหลงไหล อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา ลิ่มคืออวิชชา อกุศลมูลคือโมหะ นี้ชื่อว่า โมหะ ลักษณะของอโมหะ เป็นไฉน ? ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทัย ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขคามินีปฏิปทา ความรู้ในส่วนอดีต ความรู้ในส่วนอนาคต ความรู้ในส่วนอดีต และอนาคต ความรู้ในปฏิจจสมุปบาทที่ว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงมี กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้อย่างแจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ดี ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญิณทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค นี้ชื่อว่า อโมหะ
แหล่งที่มาทางธรรม :
http://thamma390.blogspot.com/2012/01/blog-post_813.html
เหมือนปลาที่เกิดมาก็อยู่แต่ในน้ำจนตายไป ก็ยังไม่รู้ว่าข้างบนมีท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ ผมหมายถึง คุณขึ้นมาอยู่บนน้ำได้เมื่อไหร่เมื่อนั้น คุณจะรู้ว่าที่ๆเคยว่ายอยู่นั้นมันคือน้ำ ถ้าไม่ขึ้นมาแล้ว อธิบายว่าน้ำเป็นอย่างไรๆ ปลาก็ไม่มีทางรู้ หมายถึงแบบนี้อ่ะครับ โมหะ ความหลง = ความไม่รู้ ไม่รู้ตามที่เป็นจริง จึงเข้าไปยึดถือ... ถือเอาโดยเข้าใจว่า... ทึกทักเอาเองว่า... คิดเอาเองว่า... เข้าใจผิดว่าเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เช่น +++++ หลงในวัตถุ = เช่น ข้าวของเงินทอง ทรัพย์สมบัติ บ้านเรือนว่า เป็นของตน หรือยึดถือเอาว่าเป็นของตน เมื่อหายไปหรือสูญสลายไป ก็เกิดความทุกข์ เป็นสิ่งที่แสวงหามาได้ด้วยความยากลำบาก ใครจะมาแย่งชิง ต้องสู้กัน บางครั้งปกป้องทรัพย์สิ้นจนตัวตาย ด้วยความไม่รู้ หลงในรูป = เช่น ยึดเอาถือเอาว่าร่างกายเป็นของตน เห็นร่างกายของตนและผู้อื่นว่าสวยว่างาม ไม่แก่ไม่เฒ่า ไม่เจ็บไม่ป่วย ไม่ตาย ต้องยั่งยืน มีอายุเป็นร้อยปี พันปี เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงก็ต่อต้าน ยื้อยุด เมื่อต้านไม่ไหวก็เกิดเป็นทุกข์ขึ้น หลงในทิฐิ (ความเห็น) = เช่น เห็นว่าบาปไม่มี บุญไม่มี เห็นว่าทานไม่มีผล ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วได้ดี เห็นว่าคุณของมารดาบิดาไม่มี เป็นต้น ทั้งหมดนี้รวมลงใน โมหะ (ความหลง) และมิจฉาทิฐิ (ความเห็นผิด) เห็นไม่ตรงตามความเป็นจริง ทำอย่างไร ? จึงจะไม่หลง จึงจะไม่เป็น มิจฉาทิฐิ ก็ต้องทำความรู้ ความเห็นให้ถูกต้อง ให้ตรงตามความเป็นจริง ให้เป็น สัมมาทิฐิ (ความเห็นชอบ) ด้วยการพัฒนาสติ สร้างปัญญาของตนเองให้เกิดขึ้นให้ได้ สุตมัยปัญญาและจินตามัยปัญญานำมาศึกษาหัวข้อธรรมต่าง ๆ ให้แยบคาย คิดเป็นระบบมีขั้นตอน คิดอย่างมีเหตุผล คิดบ่อย ๆ พิจารณาบ่อย ๆ หรือที่เรียกว่า “โยนิโสมนสิการ” จนเกิดสมาธิจิตตั้งมั่น ปัญญาตัวที่สามก็จะเกิดคือ ภาวนามัยปัญญา เกิดความเข้าใจ หายสงสัย รู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามหลัก ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ภาวนามัยปัญญานี่ละ ตัวที่จะตัด จะละ จะปล่อย จะวาง จากความหลง ความยึดมั่นถือมั่น จากความเห็นผิด เข้าใจผิด แล้วจะได้รู้เห็นในสรรพสิ่งตามความเป็นจริง
แหล่งที่มาทางธรรม :
http://www.dhammathai.org/webboard/dbview.php?No=520
ย้ำคิดย้ำทำไม่หมั่นใจ ระแหวงสงสัย ข้อดี เป็นคนที่อดทนเก่ง เพราะชอบหมกหมุ่น ข้อเสีย คือ ทุกข์มากและทุกข์กับการ ไม่มีทางออก เหมือนกับชีวิตจะเผชิญ ปัญหา หนีเสือ ปะ จระเข้ทั้งชีวิต ที่เป็นแบบนี้ ไม่ใช่ว่าบาปเยอะหรืออะไร แต่ไม่ไปทางไหนสักที หมกหมุ่นมันไปซะยังงั้น
แหล่งที่มาทางธรรม :
|
Tuesday, September 2, 2014
dullness โมหะ
Subscribe to:
Comments (Atom)